Open top menu

Select Language

Saturday, January 14, 2017


ความจริงปรากฏ !!! 
สมเด็จฯ วัดปากน้ำ 
ไม่มีมลทินเอี่ยวรถหรู

ที่ผ่านมาสังคมชี้นำ ประณามหยามหมิ่น พระมหาเถระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านอยู่ในเพศสมณะมาแล้วกว่า 77 ปี ทำลายชื่อเสียงท่านจนป่นปี้ ใครจะรับผิดชอบ ???



ปัญหาของการใช้กฎหมายระบบกล่าวหาคือ กล่าวหาไปก่อน ถูกผิดให้จำเลยไปพิสูจน์ตัวเองบนศาล สมเด็จฯ วัดปากน้ำก็เลยตกเป็นเหยื่อของระบบกล่าวหาโดยอัตโนมัติ 
ทั้งที่สมเด็จท่านไม่ได้มีส่วนรู้เห็นอันใดมาตั้งแต่แรกแล้ว
ยิ่งถ้าย้อนเวลากลับไปช่วงนั้น ก็จะพบว่า ผู้กล่าวหาขยันออกข่าวทุกวัน ทำลายชื่อเสียงของสมเด็จฯ ท่านจนป่นปี้ ราวกับว่าตลอดชีวิตที่ออกบวช ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรจนเป็นสมเด็จฯ ไม่มีคุณงามความดีใดๆ เลยต่อประเทศชาติพระศาสนา







สังคมก็ประณามหยามหมิ่นพระมหาเถระ ผู้มีพรรษากาลสูงสุดในสังฆมณฑล ไปตามน้ำตามข่าวที่เจ้าหน้าที่รัฐชี้นำ สื่อมวลชี้นำ นักการเมืองชี้นำ โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ปัญหาของกฎหมายระบบกล่าวหามันคืออะไร
ผลสุดท้าย ผ่านไป 1 ปี สมเด็จฯ ท่านบริสุทธิ์  

เพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่แรก แต่ชื่อเสียงของท่าน ก็ถูกสังคมด่าว่าให้มัวหมองไปแล้ว ก็ไม่เห็นกรมสอบสวนคดีพิเศษจะออกมา แสดงความรับผิดชอบแม้แต่นิดเดียว แม้กระทั่งคำขอโทษสักคำก็ไม่เคยมี  
เพราะหน่วยงานรัฐมีกฎหมายคุ้มครอง สามารถอ้างมาตรา 14 ประกอบ มาตรา 3 พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ 2547 ว่าทำตามหน้าที่ตามกฎหมาย นั่นคือกล่าวหาเสร็จก็โยนคดีให้อัยการ โยนให้ศาลไปแก้ แล้วก็ได้ผลงานไปแบบชิวๆ





ท่านทั้งหลายโปรด อย่าลืมว่า การที่ท่านตกเป็นเครื่องมือกล่าวร้ายพระมหาเถระ ตามที่สื่อชี้นำ นักการเมืองชี้นำนั้น กรรมหนักมันเป็นของท่าน เพราะปากเป็นของท่าน คนอื่นเขาแค่ชี้นำ แต่ท่านเป็นคนด่าเองกับปาก ท่านจึงต้องรับกรรมไปเองคนเดียว
สิ่งสำคัญที่ท่านต้องไม่ลืมก็คือ บุคคลที่ท่านด่าว่ามาเป็นปีๆ นั้น ท่านคือพระมหาเถระผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช บวชมาแล้ว 71 ปี และก่อนบวชพระท่านเคยบวชเณรมา 6 ปี รวมแล้วในขณะนี้ ท่านอยู่ในเพศสมณะมาแล้ว 77 ปี
ท่านลองคิดดูเองแล้วกันว่า บาปกรรมที่ท่านทำลายชื่อเสียงของผู้ทรงศีล ที่อยู่ในสมณเพศมา 77 ปี มันน่ากลัวขนาดไหน มันรุนแรงถึงขั้นทำให้ชีวิตท่านล่มจมแบบไม่ได้ผุดได้เกิดเลยทีเดียว
เพราะเป็นกรรมที่เกิดจากที่พวกท่าน ได้ตกเป็นเครื่องมือฆ่าตัดตอนการเสนอชื่อ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชไปเรียบร้อยแล้ว
ดังนั้น ทางที่ดีก่อนที่ทุกอย่างจะสายไปกว่านี้ รีบไปกราบขอขมาสมเด็จท่านฯ ถึงวัดปากน้ำ จะได้ผ่อนวิบากกรรมจากหนักเป็นเบา เพราะตั้งแต่มีเรื่องราวกล่าวหากันมาเป็นแรมเดือนแรมปี ท่านไม่เคยกล่าวร้ายกับคนที่ด่าว่าท่านเลยแม้แต่คำเดียว
เมื่อท่านทั้งหลายไปกราบขอขมาสมเด็จฯ ท่านแล้ว ต่อแต่นี้ไปให้นำธรรมะมาฝึกใจให้มีความหนักแน่น
อย่าเชื่อข่าวลือโดยง่าย โดยเฉพาะเรื่องต่อไปที่เขาอยากจะหลอกใช้พวกท่านเป็นเครื่องมือยุแหย่ก็คือ



  การสร้างกระแสโจมตีรัฐบาลว่า สาเหตุที่นายกรัฐมนตรีเสนอชื่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ เชื่องช้า ก็เพราะว่าเป็นอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อวัดพระธรรมกาย ทั้งที่ความจริงเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ เพราะการเสนอชื่อนั้น เป็นมติของมหาเถรสมาคม แต่สาเหตุใหญ่ที่ท่านนายกฯ ไม่กล้าเสนอชื่อไปในขณะนั้น เป็นเพราะกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไปกล่าวหาสมเด็จฯ วัดปากน้ำว่าครอบครองรถหรู (ทั้งที่เป็นแค่ซากรถโบราณ) โดยไม่มีมูลความผิดใดๆ เลยนั่นเอง
ดังนั้น ถ้าหากในอนาคต มีใครมาหลอกใช้ท่าน เป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยกอีก ก็ขอให้รู้ไว้ว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษนั่นแหละ จะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ เพราะมาตรา 14 ประกอบ มาตรา 3 พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ 2547 กำหนดไว้เช่นนั้น

Cr : Ptt Cnkr



คลิกเล่นสื่อ

เสรีพิศุทธ์ถามคดีรถ(หรู)ที่ใช้เป็นข้ออ้างไม่ตั้งสมเด็จพระสังฆราช วันนี้อัยการสั่งไม่ฟ้องใครรับผิดชอบ




***comment****

5 comments:

  1. คนนอกศาสนาเกือบทั้งนั้นที่กล่าวหา ท่าน เท่าที่อ่านพบคง ได้รับอิทธิพลจากศาสนาอื่นมาทำลายพุทธศาสนา อลัชชีมีอยู่ทั่วไปแถมได้รับไฟเขียวจากคนมีอำนาจ ต้องกระชากหน้ากากพวกเขาออกมาให้มวลชนชาวพุทธในและนอกประเทศรู้ ตัวจะได้รวมกันประนามขับออกจากสังคมไทยที่เป็นของประชาชนแท้จริง

    ReplyDelete
    Replies
    1. แม่งเอาอีกแล้ว โทษศาสนาอื่นอีก เวรกรรมจริง ๆ ปากหาเรื่องแท้ ๆ

      Delete
  2. โลกวัชชะ แถมมีส่วนเกี่ยวข้องกับอลัชชี เป็นไงหวังลาภยศวืดสิ อีกอย่างในหลวงทรงแต่งตั้งโดยพระองค์เอง มีปัญหาก็มาประท้วงสิไอเมธีกล้าเปล่า

    ReplyDelete

comment2018

UnderArmour

Ads

Different Themes
Written by admin

ข่าวสาร สาระ ความจริงของชีวิต สะท้อนสังคมในอีกรูปแบบหนึ่ง.....

Press