ค้นหาบล็อกนี้

Page Nav

HIDE

Grid

GRID_STYLE

Hover Effects

TRUE

Gradient Skin

{fbt_classic_header}

Header Ad

//

Update News:

latest

Ads Place

การแก้ไข พรบ.สงฆ์ อาจส่งผลกระทบถึงขั้นทำลายความผูกพันของประชาชน !!!

การแก้ไข พรบ.สงฆ์ อาจส่งผลกระทบถึงขั้นทำลายความผูกพันของประชาชน !!! การเสนอแก้ไข พรบ.สงฆ์ โดยไม่ศึกษาที่มาของ โครงสร้างการปกคร...



การแก้ไข พรบ.สงฆ์ อาจส่งผลกระทบถึงขั้นทำลายความผูกพันของประชาชน !!!




การเสนอแก้ไข พรบ.สงฆ์ โดยไม่ศึกษาที่มาของ โครงสร้างการปกครองสงฆ์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน 
อาจส่งผลกระทบถึงขั้นทำลายความผูกพันของประชาชน กับศูนย์กลางการปกครองประเทศ
คนที่ชอบอ่านประวัติศาสตร์คงพอจำกันได้ว่า สมัยสุโขทัย อาณาเขตยังไม่ใหญ่ ประชาชนยังไม่มาก
พระมหากษัตริย์ไทยในยุคนั้นจึงนิยมใช้ ระบบการปกครองแบบ "พ่อปกครองลูก"
โครงสร้างการปกครองประเทศยุคนั้นไม่ซับซ้อน ราษฎรกับศูนย์กลางการปกครองมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแล้ว พระสงฆ์ถูกยกย่องอยู่ในฐานะครูบาอาจารย์ของชาวบ้าน ไม่มีโครงสร้างการปกครองแบบคณะสงฆ์ปัจจุบัน
ต่อมาในสมัยอยุธยา อาณาเขตกว้าง มีหลายหัวเมือง ประชาชนมีจำนวนมากขึ้นหลายเท่าตัว จึงต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบการปกครองแบบ "สมบูรณาญาสิทธิราช"
โครงสร้างการปกครองประเทศซับซ้อนขึ้นมาก โดยเปลี่ยนมาใช้ระบบเวียง วัง คลัง นา เพื่อให้การดูแลคุ้มครองความปลอดภัยในอาณาจักรทั่วถึง
ปัญหาที่ตามก็คือ เมื่ออาณาจักรใหญ่ขึ้นชาวบ้านกับศูนย์กลางการปกครอง ก็มีความเหินห่างกันมากขึ้นตามไปด้วย เพราะประชาชนบางส่วนในหัวเมืองต่างๆ ก็มิได้รู้สึกเป็นประชาชนของอาณาจักรอยุธยามาแต่แรก พระสงฆ์จึงเข้ามามีบทบาทในการเชื่อมประสาน ทุกหัวเมืองให้เข้าเป็นอาณาเขตประเทศเดียวกัน
 พระสงฆ์ตามหัวเมืองต่างๆ จึงถูกยกย่องอยู่ในฐานะ เจ้าคณะการปกครองที่เป็นตัวแทนของพระมหากษัตริย์ เพื่อปลูกศรัทธาของชาวบ้านให้มีความจงรักภักดีต่อประเทศ ด้วยการปลูกฝังจิตสำนึก 4 ประการ เพื่อสร้างความเป็นชนชาติเดียวกันขึ้นมา นั่นคือ
1. เราเป็นประชาชนของพระมหากษัตริย์
2. เราเป็นราษฎรของประเทศ
3. เราเป็นพลเมืองผู้ทำหน้าที่ปกป้องศูนย์กลางการปกครอง
4. เราเป็นชาวพุทธผู้คุ้มครองปกป้องพระพุทธศาสนา
ซึ่งส่งผลให้การรวมคน การรวมประเทศ ให้ขึ้นตรงกับศูนย์กลางการปกครอง ก่อกำเนิดเป็นราชอาณาจักรประสบความสำเร็จ
พระสงฆ์ในยุคนั้นจึงมีบทบาทสำคัญ ในการรวมคนให้เข้าร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับประเทศ และกลายเป็นระบบสมณศักดิ์สืบต่อมาถึงยุคปัจจุบัน
ครั้นต่อมาเมื่อเข้าสู่ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ แม้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทย เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่บทบาทของพระสงฆ์ก็ยังไม่แตกต่างจากสมัยอยุธยา คือรวมใจชาวบ้านให้เป็นประชาชนของพระมหากษัตริย์ ราษฎรของประเทศ และพลเมืองของศูนย์กลางการปกครอง
ระบบการปกครองสงฆ์จึงพัฒนาขึ้นมาตามลำดับ ในรูปแบบของระบบการศึกษาของชาติ ที่เป็นรากฐานของโครงสร้างการปกครองประเทศ มาตั้งแต่ยุคสุโขทัย อยุธยา รัตนโกสินทร์
นั่นคือ บ้าน วัด โรงเรียน 
โดยยังมีพระสงฆ์ดำรงตนอยู่ในฐานะคนกลาง ที่เชื่อมประสานชาวบ้านให้เป็นส่วนหนึ่งของ การปกครองท้องถิ่นและศูนย์กลางการปกครองประเทศ เช่นเดียวกับในยุคสมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี อยู่เช่นเดิม
ดังนั้น การเสนอแก้ไข พรบ.สงฆ์ โดยถึงขั้นเสนอให้ "ยุบ" มหาเถรสมาคม "ทิ้ง" นั่นก็คือการยุบโครงสร้างการปกครองสงฆ์ทิ้งเช่นเดียวกัน ลองคิดดูว่า ถ้าราชอาณาจักรไทยต้องตกอยู่ ในสภาพการปกครองสงฆ์ล่มสลายแล้ว ใครจะเป็นผู้ปลูกฝังจิตสำนึก ความเป็นประชาชนของพระมหากษัตริย์ ความเป็นราษฎรของประเทศ ความเป็นพลเมืองผู้ปกป้องราชอาณาจักร


 ขอให้ฝ่ายรัฐบาลบ้านเมืองคิดถึงผลกระทบเรื่องนี้ให้มากด้วย พระสามแสนรูปบวชจากธรรมวินัย ถึงการปกครองสงฆ์ล่มสลาย ก็อยู่กันได้ตามธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมือง แต่ศูนย์กลางการปกครองของประเทศจะอยู่ได้หรือไม่ นั่นคือสิ่งที่ฝ่ายบ้านเมืองต้องพินิจพิจารณากันให้รอบคอบ อย่าลุแก่อำนาจจนทำประเทศล่มสลายเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
Cr : Ptt Cnkr

Ads Place