ค้นหาบล็อกนี้

Page Nav

HIDE

Grid

GRID_STYLE

Hover Effects

TRUE

Gradient Skin

{fbt_classic_header}

Header Ad

//

Update News:

latest

10 ต้นไม้สำคัญ ในพุทธประวัติ

รวม 10 ต้นไม้สำคัญ ในพุทธประวัติ
ในพระไตรปิฎก​ทั้ง​ 84,000​ พระธรรม​ขันธ์​มีรายชื่อของต้นไม้​นานาชนิด​ ที่​มีเรื่องราว​ของต้นไม้​นั้น​ ๆ​ ปรากฏ​อยู่ในพุทธประวัติ​ของพระสัมมาสัมพุทธ​เจ้า​ทุกๆ​ พระองค์​ โดย​เฉพาะช่วง​ที่​พระพุทธ​องค์​ทรง​ประสูติ, ตรัสรู้​และ​ทรง​ปรินิพพาน

ยุคสมัย​ของพระพุทธ​เจ้า​พระองค์​ปัจจุบัน​ เราจะพบรายชื่อต้นไม้​นานาพันธุ์​ที่มีในพุทธ​ประวัติ​ นับตั้งแต่​พระองค์​เมื่​อครั้ง​เป็น​พระกุมารที่ทรง​ประสูติ​ ณ​ ใต้​ต้น​สาละ​ มาจนกระทั่ง​พระองค์​ทรงดับขันธ​ปรินิพพาน​ ณ​ ใต้​ต้น​สาละ​
รวม​ "10​ ต้นไม้​ส​ำ​คัญ​ใน​พุทธ​ประวัติ" จะพาทุกท่านนั่งไทม์​แมชชีน​ ย้อนเวลากลับ​ไปในสมัยพุทธกาล​กว่า​ 2,600 ปีที่ผ่านมา​ เพื่อ​ไปสัมผัส​บรรยากาศยุคพุทธกาล​และ​ไปพบต้นไม้​ 10​ ชนิดที่เลือกคัด​สรร​มาฝาก​จากต้น​ไม้​จำนวนหลากหลาย​พันธุ์​และ​ต้นไม้​แต่ละต้นนี้เกี่ยวข้อง​กับ​พระ​สัมมา​สัม​พุทธเจ้า​ของเรา​ด้วยสาเหตุ​อย่างไรกันบ้าง​...?

1.ต้นศรีมหาโพธิ์
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ficus religiosa L.
วงศ์ : Moraceae ต้นอัสสัตถะ หรือ ต้นศรีมหาโพธิ์นี้​ เป็น​ 1​ ใน​ต้นไม้ที่สำคั​ญมากที่สุด​ เพราะ​ในพุทธประวัติ​ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงนั่งประทับใต้ร่มเงาของต้นโพธิ์ต้นนี้เพื่อบำเพ็ญเพียรและตรัสรู้ ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลา เสนานิคม แคว้นมคธ ในวันเพ็ญ​ 15​ ค่ำ เดือน 6 ก่อนพุทธศักราช 45 ปี ต้นโพธิ์เป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ผลัดใบ อายุยืนยาวมาก มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย แผ่กิ่งก้านตรงออกไปและแผ่คลุมคล้านร่ม ตามกิ่งมีรากอากาศห้อยลงมาบ้างโคนต้นเป็นพูพอนขนาดใหญ่ โดยจัดเป็นพรรณไม้ที่มีรูปทรงของลำต้นส่วนงามชนิดหนึ่ง

2.ต้นสาละ
ชื่อวิทยาศาสตร์​: Shorea robusta Roxb.
วงศ์ : Dipterocarpaceae
สาละ​ เป็นคำจากสันสกฤต อินเดียเรียกต้นสาละว่า "Sal" เป็นต้นไม้ที่มีความสำคัญมากเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า ทั้งตอนประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ดังนี้
ตอนพระพุทธเจ้าประสูติ
ก่อนพุทธศักราช 80 ปี พระพุทธมารดาคือพระนางสิริมหามายาทรงครรภ์ใกล้ครบกำหนดพระสูติ จึงเสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อไปมีพระสูติการที่กรุงเทวทหะ อันเป็นเมืองบ้านเกิดของพระนาง ตามธรรมเนียมประเพณี เมื่อขบวนเสด็จมาถึงครึ่งทางระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะ ณ ที่ตรงนั้นเป็นสวนมีชื่อว่า สวนลุมพินีวัน เป็นสวนป่าไม้ "สาละ" พระนางได้ทรงหยุดพัก ปัจจุบันคือตำบลรุมมินเด แขวงเปชวาร์ ประเทศเนปาล พระนางประทับยืนชูพระหัตถ์ขึ้นเหนี่ยวกิ่งสาละ และขณะนั้นเองก็รู้สึกประชวรพระครรภ์ และได้ประสูติพระสิทธัตถะกุมาร ซึ่งตรงกับวันศุกร์​ วันเพ็ญ​ 15​ ค่ำ​ เดือน 6 ก่อนพุทธศักราช 80 ปี

ก่อนตรัสรู้
เมื่อพระองค์เสวยข้าวมธุปายาสที่บรรจุอยู่ในถาดทองคำของนางสุชาดาแล้ว ได้ทรงอธิษฐานว่า ถ้าพระองค์ได้สำเร็จพระสัมมา​สัม​โพธิญาณ ขอให้การลอยถาดทองคำนี้สามารถทวนกระแสน้ำแห่งแม่น้ำเนรัญชลาได้ เมื่อทรงอธิษฐานแล้วได้ทรงลอยถาด ปรากฎว่าถาดทองคำนั้นได้ลอยทวนกระแสน้ำ จากนั้นพระองค์เสด็จไปประทับยังควงไม้สาละ ตลอดเวลากลางวัน ครั้นเวลาเย็นก็เสด็จไปยังต้นพระศรีมหาโพธิ ประทับนั่งบนบัลลังก์ภายใต้ต้นโพธิ และได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเวลารุ่งอรุณ ณ วันเพ็ญเดือน 6

พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน
เมื่อพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์สาวก เสด็จถึงเขตเมืองกุสินาราของมัลละกษัตริย์ ใกล้ฝั่งแม่น้ำหิรัญวดี พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อย จึงมีรับสั่งให้พระอานนท์ ซึ่งเป็นองค์อุปัฏฐากปูลาดพระที่บรรทม โดยหันพระเศียรไปทางทิศเหนือ ระหว่างต้นสาละทั้งคู่ แล้วพระองค์ก็ทรงสำเร็จสีหไสยาสน์ โดยพระปรัศว์เบื้องขวานอนตะแคงขวาพระบาทซ้ายซ้อนทับพระบาทขวาและแล้วเสด็จเข้าสู่พระปรินิพพาน ต้นสาละอินเดีย อยู่ในวงศ์เดียวกับต้นพะยอมและต้นรัง มีจุดเด่นคือดอกที่ออกเป็นพวงสีขาวอมเหลือง มีกลิ่นหอม เป็นต้นไม้ที่ให้ร่มเงาและมีความสวยงามเฉพาะตัว

3.ต้นอชปาลนิโครธ (ต้นไทร)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ficus Bengalensis Linn.
วงศ์​: Moraceae ก่อนพระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ ขณะประทับอยู่ใต้ต้นนิโครธ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา นางสุชาดานำข้าวมธุปายาสใส่ถาดทองมาถวาย หลังเสวยทรงใช้ถาดทองอธิษฐานเสี่ยงทายลงในน้ำ ก่อนที่พระบรมโพธิสัตว์จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากนั้นยังบางโอกาสก็มีกล่าวว่าพระพุทธเจ้าทรงประทับเพื่อแสดงธรรมอยู่ใต้ต้นนิโครธ

และยังเป็นต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าทรงประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์ที่ 5 ภายหลังทรงตรัสรู้ พระพุทธองค์ประทับนั่งภายใต้ร่มเงาของอชปาลนิโครธเป็นเวลา 7 วัน ต้นอชปาลนิโครธอยู่ทางทิศตะวันออกของต้นศรีมหาโพธิ์ ต้นนิโครธหรือที่รู้จักกันในชื่อของต้นกร่าง มีลักษณะทั่วไปคล้ายต้นไทรแต่ใบจะกลมรีรูปไข่ปลายใบมนและมีขนาดใหญ่กว่าไทรย้อยหรือไกร จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ ลำต้นตรงขึ้นเป็นพูพอน แตกกิ่งก้านหนาทึบแผ่ออกกว้างมีรากอากาศห้อยย้อยลงมามากมาย เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิดที่ค่อนข้างมีความชุ่มชื้น นิยมปลูกเพื่อเป็นไม้ให้ร่มเงาและเพิ่มความร่มเย็นแต่ต้องมีพื้นที่กว้างเพียงพอ ผลสามารถรับประทานได้และเป็นอาหารของนก

4.ต้นมุจลินท์ (ต้นจิก)
ชื่อวิทยาศาสตร์​ ​: Barringtonia Acutangula (L.) Gaertn.
วงศ์ : Lecythidaceae

ภายหลังจากพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้วถึงสัปดาห์ที่ 6 ทรงประทับภายใต้ร่มเงาของต้นไม้จิกอันมีชื่อว่า มุจลินท์ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ใกล้ ๆ กับต้นพระศรีมหาโพธิ์ิพระพุทธเจ้าทรงประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขอยู่ใต้ต้นมุจลินท์เป็นเวลา 7 วัน โดยมีพญามุจลินท์นาคราชมาวางขนดแผ่พังพานปกป้องพระองค์ จากสายลมและสายฝน

ต้นจิก หรือมุจลินท์ เป็นไม้ยืนต้น ผลัดใบ แต่จะผลิใบใหม่ได้รวดเร็ว สูงราว 5-15 เมตร มีทั่วไปทางภาคตะวันออกและภาคกลางของอินเดีย ตลอดลังกาจนถึงย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้​ สำหรับในประเทศไทยมีขึ้นอยู่ทั่วประเทศ ในที่ราบลุ่มตามห้วย หนอง แม่น้ำ มีหลายชนิด เช่น จิกน้ำ จิกบก จิกนา จิกบ้านหรือจิกสวน และจิกเล เป็นต้น ลำต้นของจิกเป็นปุ่มปม และเป็นพู ใบเป็นใบเดี่ยวรูปหอก ผิวใบมัน ขอบใบจักถี่ มีใบดกหนา ดอกออกเป็นช่อยาวห้อยเป็นระย้า ยาวประมาณเกือบครึ่งเมตร กลีบดอกสีขาว มีเกสรตัวผู้สีชมพูถึงแดงจำนวนมาก ผลยาวรี มีสันตามความยาวของผล 4 สัน และที่ผลมีกลีบเลี้ยงติดอยู่ด้วย

5. ต้นราชยตนะ (ต้นเกด)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Manilkara Hexandra (Roxb.) Dubard.
วงศ์​: Sapotaceae
ภายหลังจากพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้วถึง สัปดาห์ที่ 7 ทรงประทับภายใต้ร่มเงาของต้นไม้เกตอันมีชื่อว่า ราชายตนะ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ ใกล้ ๆ กับต้นศรีมหาโพธิ์ พระพุทธเจ้าประทับนั่งเสวยสิทุตติสุขเป็นเวลา 7 วัน นับเป็นสัปดาห์สุดท้ายแห่งการเสวยวิมุตติสุข ในช่วงนี้เองได้มีพ่อค้า 2 คนนำกองเกวียนค้าขายจากแดนไกล คืออุกกลชนบท ได้ถวายเสบียงเดินทาง สัตตุผง และ สัตตุก้อนแด่พระพุทธเจ้า พ่อค้าทั้งสองคือ ตปุสสะ และภัลลิกะ ซึ่งทั้งสองมีความปลื้มปีติมาก ได้ประกาศตนเป็นปฐมอุบาสกถึงสรณะ 2 ประการเป็นที่พึ่งที่ระลึกคือถึงพระพุทธและพระธรรมเนื่องจากขณะเวลานั้น ยังไม่มีพระสงฆ์บังเกิดขึ้น

เกดเป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงใหญ่ สูง 15–25 เมตร กิ่งมีลักษณะคดงอเหมือนข้อศอก ทุกส่วนมียางขาว ดอกสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ มักออกดอกราวเดือนมกราคม-กรกฎาคม ผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปทรงรีหรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายผลมีติ่งแหลม ผลสุกสีเหลืองหรือเหลืองอมส้ม เนื้อนุ่ม กินได้ รสหอมหวานช่วยให้ชุ่มคอ นิยมนำมาใช้สร้างเรือเพราะเนื้อไม้ที่แข็งแรง และทนทาน

6.ดอกบัว​ (บัวหลวง)​
ชื่อวิทยาศาสตร์​: Nelumbo nucifera Gaertn.
วงศ์ : Nelumbonaceae
ดอกบัวมีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนามาก​ ที่​มีกล่่าวถึง​ดอกบัว​ ทั้งด้านภาพลักษณ์​ที่เป็นเสมือน​สัญลักษณ์​ของพระพุทธศาสนา​ ชาวพุทธ​เชื่อมั่นว่า​ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ของ​พระสัมมา​สัม​พุทธเจ้า​ จาก​คำสอนที่ว่า บัวต้นกัป​ มีจำนวนเท่าใด จะแสดงให้ทราบในกัป​ ๆ​ นั้นจะมีพระพุทธ​เจ้า​มาบังเกิด​เท่ากับจำนวนบัวต้นกัป เป็น​ต้น เช่น​ ในภัทรกัปนี้​ มีบัวต้นกัป​ 5​ ดอก​ ก็จะมีพระพุทธ​เจ้า​ทรงบังเกิด​ขึ้น​ 5​ พระองค์​ หรือความเชื่อมั่น​ว่าดอกบัวคือความบริสุทธิ์และปัญญา

ดอกบัวปรากฎในพุทธประวัติตั้งแต่ก่อนการประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ พระนางสิริมหามายาผู้เป็นมารดาทรงมีพระสุบินนิมิตว่า พระนางได้เข้าไปอยู่ในป่าหิมพานต์ แล้วพบช้างเผือกเชือกหนึ่งลงมาจากเขาเข้ามาหาพระนางชูงวงอันจับปทุมชาติสีขาวมีกลิ่นหอม จนถึง​ยามเมื่อประสูติเจ้าชาย​สิตธัตถะ​มาบังเกิดยังเสด็จดำเนินไป 7 ก้าว แต่ละก้าวมีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับ นอกจากนั้นดอกบัวยังปรากฎในคำสอนและเหตุการณ์อีกมากมายหลังพระพุทธเจ้าตรัสรู้ คำสอนหนึ่งที่สำคัญคือทรงเปรียบบุคคลเป็นดอกบัว 4 เหล่า เนื่องด้วยพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้มานั้นยากต่อบุคคลจะรู้ เข้าใจและปฏิบัติได้อย่างลึกซึ้งเท่ากัน บัวหลวงเป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย ลำต้นมีทั้งเป็นเหง้าอยู่ใต้ดินและเป็นไหลอยู่เหนือดินใต้น้ำ เจริญเติบโตได้ดีในดินเหนียวที่ระดับน้ำลึก 30-50 เซนติเมตร และสามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ดหรือวิธีการแยกไหล ออกดอกบายในช่วงเช้าดูความสวยและมีกลิ่นหอม จึงนิยมปลูกไว้ประดับในสระน้ำหรือปลูกไว้ในกระถางทรงสูง นิยมนำดอกตูมมาบูชาพระหรือนำมาใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอีก​ด้วย

7.ต้นหว้า
ชื่อวิทยาศาสตร์​: Syzygium Cumini (L.) Skeels
วงส์ : Myrtaceae
ต้นหว้านี้เป็นต้นไม้ที่มีกล่าวถึง​ในพุทธประวัติ​ 2​ ครั้ง​ว่า เมื่อครั้งพระเจ้าสุทโทธนะ พระราชบิดาของเจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จไปทรงประกอบพิธีแรกนาขวัญได้นำเจ้าชายสิทธัตถะขณะที่มีอายุราว 8 -​ 9​ ขวบไปด้วยและให้ประทับใต้ต้นหว้าใหญ่ บรรดาพระพี่เลี้ยง ต่างก็พากันไปดูพิธีแรกนาขวัญกันหมด พระกุมารจึงนั่งสมาธิด้วยพระทัยที่มีความเบิกบาน​ และบรรลุถึงปฐมฌาน ยิ่งกว่า​นั้น​ ยังเป็นเหตุที่น่ามหัศจรรย์ คือแม้ว่าเวลานั้น​ ดวงอาทิตย์​จะบ่ายคล้อยไปแล้ว แต่ร่มเงาของไม้หว้าก็ยังบดบังให้ความร่มเย็นแก่พระองค์โดยปรากฏเป็นปริมณฑลตรงพระเศียรอยู่ ประดุจเงาของดวงอาทิตย์​ยามเที่ยง

และอีกวาระหนึ่ง คือเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าทรงแสดงปาฏิหาริย์ปราบทิฏฐิมานะของอุรเวลกัสสปะ พระพุทธ​องค์​เสด็จไปยังต้นหว้าประจำชมพูทวีป ทรงเก็บผลหว้าประจำชมพูทวีปกลับ​มา ต้นหว้าเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูง 10-30 เมตร ลำต้นตรง กลุ่มใบเป็นพุ่มกลมหนา จึงมีร่มเงาที่ให้ความสงบเยือกเย็น มีผลเป็นลูกเล็กๆ สีม่วงและสีดำเมื่อสุกเต็มที่

8.ต้นไผ่ (เวฬุ)​
ชื่อวิทยาศาสตร์​: Poaceae (Bamboo)​
วงศ์ : Gramineae หรือ Poaceae
ต้นไผ่​ นับว่ามีความเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาเป็น​อย่างมาก คือ​ในสมัยพุทธกาล​ มีสวนป่าไผ่ที่เป็นสวนที่ประพาสพักผ่อนส่วนพระองค์ของพระเจ้าพิมพิสาร ผู้ครองแคว้นมคธ อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงราชคฤห์ เป็นที่ร่มรื่นสงบเงียบ มีทางไปมาสะดวก ภายหลังจากพระเจ้าพิมพิสารทรงฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า ได้เกิดความศรัทธาเลื่อมใส ประกาศพระองค์เป็นอุบาสก ณ ลัฏฐิวัน พระเจ้าพิมพิสารจึงทรงพระดำริหาที่ประทับให้พระพุทธเจ้า ทรงเห็นว่าพระราชอุทยานเวฬุวัน​เป็น​สถานที่​เหมาะสม จึงถวายเป็นสังฆาราม พระพุทธเจ้าได้ทรงรับการถวายวัดขึ้นเป็นครั้งแรก เวฬุวนารามจึงนับเป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา

ไ๋ผ่ มีลักษณะเป็นพืชที่มีเนื้อไม้แข็ง ความสูงแล้วแต่ชนิด อาจสูงได้ถึง 30 เมตร ขึ้นรวมกันเป็นกอใหญ่ มีเหง้าใต้ดินที่มีลักษณะแข็ง​ ลำต้นตรง มีข้อและปล้องชัดมีกาบแข็งสีฟางหุ้น มีตาที่ข้อ ปล้องกลวง ไผ่ที่มีลำต้นโตที่สุดมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20 เซ็นติเมตร ปล้องยาวประมาณ 60 เซ็นติเมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกสลับ รูปหอกหรือรูปขอบขนาน ปลายเรียวแหลม ขอบใบสาก​ มีขนทั่วไป ดอก ช่อยาวออกตามซอกใบและปลายกิ่ง ผล ขนาดเล็กมาก มี 1 เมล็ด ไผ่ออกดอกแล้วต้นจะตาย

9.ต้นฝ้าย
ชื่อวิทยาศาสตร์​: Gossypium Barbabense L.
วงศ์ : Malvabense
ต้นฝ้ายมีความเกี่ยวข้อง​ใน​พุทธ​ประวัติ​ คือ​ ขณะพระพุทธเจ้าเสด็จแวะเข้าไปประทับพักพระอิริยาบถ​อยู่ที่ไร่ฝ้ายแห่งหนึ่ง​ มีกลุ่มชายหนุ่ม​จำนวน 30 คน ชื่อกลุ่ม​ภัททวัคคีย์ได้พากันเข้ามาที่ไร่ฝ้ายแห่งนี้ เพื่อเที่ยวตามหาหญิงสาว​ผู้หนึ่งที่ได้ขโมยเครื่องประดับหนีไป เมื่อทั้งหมดได้พบพระพุทธเจ้า พระองค์จึงตรัสถามเหล่าภัททวัคคีย์ว่า​ พวกท่านจะแสวงหาหญิงคนนั้นหรือแสวงหาตนเอง​ ? และทรงเทศนาอนุปุพพิกถา (เทศนาที่แสดงไปโดยลำดับ)​ จากนั้นพระพุทธองค์ทรงเทศนาอริยสัจ 4 (คือความจริงอย่างประเสริฐมี 4 อย่าง คือ ทุกข์, สมุทัย, นิโรธ, มรรค) กลุ่มภัททวัคคีย์ ทั้ง 30 คนได้มีดวงตาเห็นธรรม บรรลุพระโสดาบัน​ทั้งหมด​ แล้วกราบทูลขออุปสมบทเป็นพระภิกษุทันที ส่วนอีกเหตุการณ์ของต้นฝ้ายคือ เมื่อเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์เป็นครั้งที่ 2 พระน้านางปชาบดีโคตรมี ได้ถวายผ้าสาฎกเนื้อดีจำนวน 2 ผืน ยาว 14 ศอก กว้าง 7 ศอกเสมอกัน​ มีพระอรรรถกถาจารย์ได้ระบุกล่าวว่า ผ้าฝ้ายทั้ง 2 ผืนนั้นมีสีเหลืองดังทอง โดยพระนางปลูกต้นฝ้ายเอง ฝ้ายออกดอกมาเป็นสีเหลืองหม่น เสร็จแล้วทอเองจนสำเร็จเป็นผืน แล้วใส่ผอบทองไปถวายพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธองค์ไม่ทรงรับ ตรัสให้พระนางนำไปถวายพระสงฆ์ แต่ไม่มีสงฆ์รูปใดยอมรับอีก มีอยู่รูปเดียวที่เพิ่งบวชใหม่นั่งอยู่ท้ายแถว ยอมรับ ท่านมีนามว่า อชิตะ ยังเป็นพระปุถุชน แต่ในอนาคต พระอชิตะนี้ ซึ่งจะเสด็จมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป ซึ่งจะมีพระนามว่า พระศรีอริยเมตไตรย หรือ​

พระศรีอาริย์
ต้นฝ้ายเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นสูงประมาณ 1-2 เมตร ลำต้นมีสีเขียวหรือสีน้ำตาล แตกกิ่งเป็น 2 แบบ คือ กิ่งใบ และกิ่งดอก โดยเกิดจากตาที่มุมใบ จำนวนกิ่งมีน้อย​ ฝ้ายจัดเป็นพืชไร่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับผลิตเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ซึ่งมีการนำมาใช้มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบจากเส้นใยชนิดอื่น​ ๆ

10. ต้นประดู่ลาย
ชื่อวิทยาศาสตร์​: Dalbergia Sissoo Roxb. Ex. Dc.
วงศ์ : Legumigosae - Papilionoiceae
ความเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาคือเมื่อพระพุทธเจ้ากลับจากการเทศนาโปรดพระเจ้าสุทโทธนะ​ พระราชบิดาแล้ว ได้พาพระอานนท์, พระราหุล พร้อมด้วยพระสงฆ์ ไปสู่กรุงราชคฤห์ ประทับยังสีสปาวัน คือ ป่าไม้ประดู่ลาย​ เมืองโกสัมพี และ​ ณ ป่าไม้ประดู่ลายนี้เองที่เป็นสถานที่​ที่ทรงสอนพระภิกษุ​ทั้งหลายเรื่อง​ใบไม้ในกำมือ​ กับ​ ใบไม้บนต้นคือ พระพุทธองค์ทรงใช้ฝ่าพระหัตถ์ถือเอาใบประดู่ลาย​ 2-3​ใบ แล้วตรัสถามพระภิกษุทั้งหลายว่า ใบประดู่ลายในฝ่าพระหัตถ์กับที่อยู่บนต้น อย่างไหนมีมากกว่ากัน พระภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลว่า ใบประดู่ลายที่อยู่บนต้นนั้นมีมากกว่า

พระพุทธเจ้า ตรัสว่าใบไม้ในกำมือของพระองค์ ก็คือ ธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้​และทรงนำมาสั่งสอนในโลกเพื่อความพ้นทุกข์ หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ส่วนใบไม้นอกกำมือ ทั้งใบไม้บนต้น​และยังมีใบไม้จำนวนมากมายเต็มผืนป่า ต้นประดู่ลายหรือต้นประดู่แขก ภาษาบาลีเรียกว่า “ต้นอสนะ” ลักษณะเป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ ลำต้นเปลาตรง เปลือกสีเทา แก่นสีน้ำตาล และมีริ้วสีดำแซม เรือนยอดเป็นพุ่มใหญ่โปร่ง ใบออกเป็นช่อ ช่อหนึ่งมีใบย่อย 3-5 ใบ ใบย่อยมีรูปมนและป้อมหรือมนแบบรูปไข่ ปลายใบแหลม ใบอ่อนมีขนนุ่ม แต่พอแก่ขนจะหลุดร่วงไป ดอกสีเหลืองอ่อนๆ ปนขาว ออกรวมกันเป็นช่อสั้นๆ ตามง่ามใบตามกิ่ง เมื่อออกดอกใบจะร่วงหมด เกสรผู้มี 9 อัน รังไข่รูปยาวรีๆ และจะยาวกว่าหลอดท่อรังไข่ ฝักรูปบันทัดแคบๆ ปลายฝักแหลม แต่ละฝักมีเมล็ด 1-3 เมล็ด

นอกจากต้นไม้​สำ​คัญ​ 10​ ชนิดข้าง​ต้นแล้ว​ ยังมีต้นไม้พิเศษ​อีกต้นหนึ่ง คือ​ ต้นปาริฉัตร หรือปาริชาติ หรือต้นทองหลาง ที่กล่าวกันว่าเป็น​ดอกไม้​อิมพอร์ต​จากดาวดึงส์​เลยทีเดียว
ชื่อวิทยาศาสตร์​: Erythrina variegata L.
วงศ์ : Leguminosae - Papilionoiceae
ปาริฉัตร​หรือ​ปาริชาติ​นี้เป็นต้นไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แม้จะไม่ได้จัดอยู่ใน 1 ใน 10 ต้นไม้ในพุทธประวัติของผู้เรียบเรียง เพราะเป็นต้นไม้อิมพอร์ตจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แต่นับเป็นต้นไม้ที่มีความสำคัญทางพุทธประวัติ คือ เป็นชื่อต้นไม้ประจำสวรรค์ชั้นที่ 2 คือ ชั้นดาวดึงส์ อยู่ในสวนนันทวัน ของพระอินทร์หรือท้าวสักกะเทวาธิราช จอมเทพแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในพรรษาที่ 7 ภายหลังพระพุทธองค์ตรัสรู้ ทรงเสด็จประทับภายใต้ร่มไม้ปาริฉัตรหรือ ปาริชาติ ณ ดาวดึงสเทวโลก ทรงแสดงธรรมโปรดพระพุทธมารดาตลอด 3 เดือนพระพุทธมารดาได้ทรงบรรลุพระโสดาบัน ส่วนเหล่าทวยเทพเทวดาในโลกธาตุที่มาประชุมฟังธรรมบรรลุมรรคผลกันนับไม่ถ้วน สุดที่จะประมาณ ในพระไตรปิฎกกล่าวว่า ต้นปาริชาติในดาวดึงส์ ทุกๆ 100 ปีจะบาน​ 1​ ครั้ง​ และเมื่อดอกไม้สวรรค์นี้บานสะพรั่ง​เต็ม​ที่ เหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ต่างพากันดีใจ เอิบอิ่มพรั่งพร้อมด้วยกามคุณ 5 บำรุงบำเรออยู่ตลอดระยะ 5 เดือนทิพย์ ณ ใต้ต้นปาริชาติ ซึ่งเมื่อบานเต็มที่แล้ว แผ่รัศมีไปได้ 50 โยชน์ ในบริเวณรอบๆ และจะส่งกลิ่นไปได้ 100 โยชน์ตามลม

มีอีกครั้งหนึ่งเมื่อ​พระพุทธองค์เสด็จลงมาจากดาวดึงส์ นำเอาผลปาริฉัตรกลับมา เพื่อแสดงปาฏิหาริย์ปราบดาบส 3 พี่น้อง ส่วนอีกตอนหนึ่งกล่าวถึงช่วงที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน เทวดาทั้งหลายได้ถวายดอกปาริฉัตรเป็นพุทธบูชา ส่วนปาริชาติ​ในโลกมนุษย์​นี้​ ก็คือต้นทองหลางนั่นเอง เป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 10-20 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ตามกิ่งหรือลำต้นอ่อนมีหนาม แหลมคม แต่จะค่อยๆ หลุดไป เมื่อต้นมีอายุมากขึ้น ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3 ใบ เรียงสลับ ใบหนา ดอกคล้ายดอกแค​ แต่มีสีแดงเข้มออกรวมกัน เป็นช่อยาวประมาณ 30-40 ซม.

ตลอดระยะเวลาในการเผยแผ่​พระธรรมคำ​สั่ง​สอน พระสัมมาสัมพุทธเจ้า​ทรงเลือกใช้สถานที่​ ๆ​ เป็น​ปฏิรูป​เทส​ คือสถานที่​อันเหมาะสม​ต่อ​การประพฤติ​ปฏิบัติ​ธรรม​ โดยมากพระพุทธ​องค์​ทรงใช้สถานที่​ธรรมชาติเป็นที่ทำกิจกรรมสำคัญ​ต่าง ๆ เช่น​ สถานที่ตรัสรู้คือใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ แคว้นมคธ และแม้การแสดงปฐมเทศนาธัมมจัก​กัปวัตตนสูตรให้กับพระปัญจวัคย์ก็แสดง​ธรรม​ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน, สถานที่ทรงประกาศธรรม​เพื่อการเผยแผ่​พระ​พุทธศาสนา​คือ​โอวาทปาติโมกข์​แก่​พระอรหันต์​ 1,250​ ​รูป​ ใน​วันมาฆบูชา​ ณ​ เวฬุวัน​ซึ่งก็​เป็น​สวนไผ่​ และเมื่อพระพุทธเจ้าทรงเสด็จดับขันธปรินิพพาน ก็ทรงปรินิพพาน ณ สาลวโนทยาน คือ สวนป่าสาละ​ เป็น​ต้น

เราจึงพบได้ว่า วิถีชีวิตของพระพุทธองค์​ตลอดถึงพุทธบริษัท​ 4​ ทั้งหลาย ล้วนเกี่ยวข้องความสัมพันธ์กับป่า, ต้นไม้และธรรมชาติ ทำให้ช่วงสมัยพุทธกาล​ การเรียน​การ​สอน​อบรมธรรมะ​และบรรลุ​ธรรม​ส่วนใหญ่​เกิดขึ้น​ขณะอยู่ในป่าและธรรมชาติ​เป็นส่วนใหญ่ โดย​เฉพาะ​อย่าง​ยิ่ง​ การเจริญสมาธิ​ภาวนาและการบำเพ็ญ​สมณธรรม สถานที่อันร่มรื่นและสงบ​ อุทยาน, ป่าเขา​ลำเนาไพร, เงื้อมถ้ำเขา ล้วนเป็นสถานที่ที่เกื้อกูลต่อการปฏิบัติเจริญสมณธรรม​ ดังนั้น​ สถานที่​ ๆ​ เหมาะสม​กับการสร้าง​บารมี​ นอกจากมีโบสถ์​วิหาร, ห้องปฏิบัติธรรม​และอาคารสถานที่​เป็น​ที่สบาย​แล้ว​ ยังต้องมีบรรยากาศ​อันน่ารื่นรมย์​ที่เป็นประโยชน์​ต่อการบรรลุธรรม​​ ต้นไม้,​ สวนดอกไม้, อุทยานป่าไม้อันเกื้อกูล​ต่อการสร้าง​บารมีทุกแห่ง​ในโลก​ จึง​อยู่​ในฐานะที่ตั้งแห่งการสร้าง​บุญบารมี​ของเรา​ ในสคาถวรรค สังยุตตนิกาย มีเทวดาทูลถามว่า

"ชนพวกไหนมีบุญ เจริญในกาลทุกเมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน ชนพวกไหนตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีลเป็นผู้ไปสวรรค์​ ? พระพุทธ​เจ้า​ตรัสตอบว่า​

"ชนเหล่าใดสร้างอาราม (สวนไม้ดอกไม้ผล) ปลูกหมู่ไม้​ (ใช้ร่มเงา) สร้างสะพาน และชนเหล่าใดให้โรงน้ำเป็นทานและบ่อน้ำทั้งบ้านที่พักอาศัย ชนเหล่านั้นย่อมมีบุญ เจริญในกาลทุกเมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน ชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นผู้ไปสวรรค์"
ที่มา​:
1. วนโรปสูตร​ พระไตรปิฎก​ เล่มที่ 15 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่​ 7​ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค,
2. พุทธ​ประวัติ​ หลักสูตร​นักธรรม​และ​ธรรม​ศึกษา
3. ต้นไม้​ใน​พุทธ​ประวัติ​ ส่วน​ผลิต​กล้าไม้​ ส​ำ​นัก​ส่งเสริม​การ​ปลูก​ป่า
4. เวบไซต์​บ้าน​และ​สวน

Cr : IPeace Meditation Centre

ไม่มีความคิดเห็น